- 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโรงงานเหล็กที่ใช้เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำ (Induction Furnace - IF)
- ชี้ว่าโรงงาน IF ใช้เทคโนโลยีล้าสมัยที่ถูกจีนสั่งปิดแล้ว ซึ่งผลิตเหล็กคุณภาพไม่สม่ำเสมอ เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชน และสร้างมลพิษ
- เสนอให้กำหนดช่วงเวลา 3 ปีสำหรับผู้ประกอบการโรงงาน IF ในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้ได้มาตรฐาน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ได้แก่สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย, สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น, สมาคมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า,สมาคมโลหะไทย,สมาคมพัฒนาสแตนเลสไทย, สมาคมการชุบสังกะสีไทย และสมาคมหลังคาเหล็กไทย ได้เข้าพบผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม นายนายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และผู้บริหาร สมอ.
นายนาวา เปิดเผยว่า ในการเข้าพบและหารือครั้งนี้ เพื่อรายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนติดตามสถานะความคืบหน้าของมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กต่างๆ ความคืบหน้าในการตรวจติดตามผู้ได้รับใบอนุญาต การควบคุมและตรวจสอบสินค้าเหล็ก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับฟังข้อเสนอจาก 10 สมาคมเหล็ก ซึ่งเป็นตัวแทนจริงของอุตสาหกรรมเหล็กกว่า 500 บริษัทในประเทศไทยด้วยความตั้งใจ พร้อมนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง
“เราได้มีการประชุมกับกระทรวงอุตสาหกรรมสืบเนื่องเป็นประจำ โดยภาคอุตสาหกรรมได้ขอบคุณ และชื่นชมการทำงานของ กระทรวงอุตสาหกรรม และสมอ.ที่กล้าชนผู้กระทำผิด โดยเดินหน้าจัดการโรงงานเหล็กที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. และสร้างมลพิษ ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่ากระทรวงอุตสาหกรรมยุคนี้ไม่ใช่แค่ออกใบอนุญาต แต่เป็นกระทรวงที่กล้าปกป้องประชาชนไทย และอุตสาหกรรมไทย โดยมาตรฐานต้องมาก่อน กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถต่อรองได้”
2 ปัญหาหลัก เหล็กนอกทุ่ม-ทำลายกลไกตลาด
นายนาวา ชี้แจงเพิ่มว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีการใช้เหล็กทั้งสิ้น 18.5 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 35% ที่ปริมาณผลิต 8.1 ล้านตันเท่านั้น โดยมีสินค้าเหล็กนำเข้ามากถึง 12 ล้านตัน ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2569 นี้ ความต้องการใช้เหล็กของประเทศไทยน่าจะถดถอยต่ำกว่าปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของไทยยังประสบ 2 ปัญหาหลัก ได้แก่
1.สินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งปีที่แล้วได้ส่งออกเหล็กไปทั่วโลกมากถึง 119 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภูมิภาคต่างๆ ในโลกได้มีการใช้ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention: AC) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguarding: SG) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counterveiling Duty: CVD)
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ